2/03/2010

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโค ( basic information about cattle)

มารู้จักกับโค


                                                                                                              

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโค



- “โค” มีความหมายเดียวกับ “วัว” Cattle

นิยมใช้คำว่า โค ในภาษาเขียน และใช้วัวในภาษาพูด

- ในทางสัตววิทยา อธิบายความหมายของโคไว้ว่า โคคือสัตว์ มีกระดูกสันหลัง เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เท้าเป็นกีบคู่ เคี้ยวเอื้อง เขากลวง มีโครโมโซม 60 คู่

- คำจำกัดความของ แพะ แกะ และ กระบือ เหมือนกับของโค เพียงแต่มีโครโมโซมไม่เท่ากัน คือ กระบือ มีโครโมโซม 48 คู่

แพะ มีโครโมโซม 30 คู่

แกะ มีโครโมโซม 27 คู่

- โคมีอยู่ 2 ตระกูล คือตระกูลเมืองร้อน (Bos indicus) และตระกูลเมืองหนาว(Bos taurus) ลักษณะที่แตกต่างเด่นชัดคือ โคตระกูลเมืองร้อนจะมีหนอก (hump) โคตระกูลเมืองหนาวไม่มีหนอก

- ในโลกมีโคประมาณ 1200 ล้านตัว ในประเทศไทยมีโคประมาณ 4.5 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็น

- โคนมในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โฮลสไต ฟรีเซียน มีสีขาวดำ ส่วนโคเนื้อส่วนใหญ่มีสีขาวหรือสีครีม ซึ่งมีสายเลือดของพันธุ์บราห์มันและพันธุ์ชาโรเลส์

ร่างกายของโค

- โคมีเฉพาะฟันหน้าด้านล่างจำนวน 4 คู่ ส่วนฟันหน้าด้านบนไม่มีเลย ฟันหน้าด่านล่างที่งอกออกมาครั้งแรกซึ่งเรียกว่าพันน้ำนมจะงอกขึ้นมาครบ 4 คู่ เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน และฟันน้ำนม(คู่ที่ 1)จะหลุดแล้วมีพันแท้ขึ้นมาแทนที่ เมื่ออายุประมาณ 2 ปี ฟันแท้คู่ที่ 2 , 3 , 4 จะมีขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนมปีละ 1 คู่ (โดยประมาณ) ดังนั้นจึงสามารถทำนายอายุโคได้โดยดูจากจำนวนคู่ของฟันแท้

- เขาของโคจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ เขาประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียม และฟอสฟอรัส เมื่อแม่โคให้ลูก 1 ตัว แคลเซียมและฟอสฟอรัส ถูกดึงไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากช่วงนั้นแคลเซียมและฟอสฟอรัสไม่พอในการเจริญของเขาตามปกติ จึงเกิดรอยคอดเป็นวงแหวน 1 วงต่อการมีลูก 1 ตัว จึงสามารถทำนายจำนวนลูกของแม่โคจากจำนวนวงแหวนที่เขาได้
ในการเลี้ยงโคเป็นการค้า เขามีโทษมากกว่าประโยชน์หลายประการ ผู้เลี้ยงจึงนิยมทำให้โคไม่มีเขาซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ ปรับปรุงพันธุ์ไม่ให้โคมีเขา เช่นโคพันธุ์แองกัส หรือทำลายเขาโดยการใช้หัวแร้งเผาไฟจี้เขาลูกโคขณะอายุยังน้อย

- เหนียงคอ(dew lap) เป็นแผ่นหนังใต้คอ โคตระกูลเมืองร้อนจะมีมากกว่าโคตระกูลเมืองหนาว ธรรมชาติสร้างมาเพื่อเพิ่มพื้นที่การระบายความร้อน

- หนอก (hump) ลักษณะเป็นก้อนเนื้อที่มีพังผืดประสานกันเป็นร่างแห หากโคได้รับอาหารเกินความต้องการไขมันจะไปสะสมติดอยู่กับผังผืดในหนอก

- กระเพาะโคต่างกับกระเพาะคนหรือกระเพาะหมูคือ คนหรือหมูเป็นสัตว์กระเพาะเดี่ยว ส่วนโคเป็นสัตว์สี่กระเพาะ

กระเพาะที่ 1 เรียกผ้าขี้ริ้ว (Rumen) เป็นกระเพาะใหญ่สุด ลักษณะเหมือนผ้าขนหนูเก่าๆ

กระเพาะที่ 2 เรียกรังผึ้ง (Recticulum) ลักษณะเป็นหลืบคล้ายๆ รังผึ้ง

กระเพาะที่ 3 เรียกสามสิบกลีบ (Omasum) ลักษณะเป็นกลีบจำนวนมาก (มากกว่า 30 กลีบ)

กระเพาะที่ 4 เรียกว่าไส้เปรียว(Abomasum)ลักษณะและหน้าที่เหมือนของสัตว์กระเพาะเดียว



ขั้นตอนการกินและการใช้ประโยชน์จากอาหาร

โคจะกินหญ้าโดยใช้ลิ้นตวัดต้นหญ้าเข้าปากแล้วใช้ฟันหน้า (ล่าง) กัดต้นหญ้านั้นประกบกับเหงือกบน พร้อมกับเบี่ยงหัวเพื่อดึงต้นหญ้านั้นให้ขาด (ในกรณีที่เป็นหญ้าซึ่งตัดมาให้กิน หรือเป็นอาหารข้น โคจะกินโดยไม่ต้องใช้ลิ้นตวัด) โคจะใช้ฟันกรามเคี้ยวอาหารเพียงเล็กน้อย และคลุกเคล้ากับน้ำลายให้พอเป็นก้อน แล้วก็กลืนผ่านหลอดอาหารลงไปสู่กระเพาะ rumen ในขณะนั้นโคก็จะกัดกินหญ้าคำต่อๆ ไปเรื่อยๆ

เมื่อโคหยุดพักจากการกินหรือกินอาหารหมดแล้ว rumen จะบีบต้นหญ้าขึ้นมาที่ reticulum แล้ว reticulum จะปั้นหญ้าให้เป็นก้อนขนาดเท่าไข่ไก่เรียกว่า bolus และบีบดันก้อนหญ้านี้ขึ้นมาในปากเพื่อเคี้ยวให้ละเอียดอีกทีหนึ่ง เรียกขบวนการนี้ว่าการเคี้ยวเอื้อง (rumination) หญ้าที่เคี้ยวเอื้องแล้วจะถูกส่งกลับมาหมักย่อยใน rumen อีกครั้งหนึ่ง การหมักย่อยนี้เป็นขบวนการที่จุลินทรีย์นำเอาธาตุอาหารบางอย่างจากอาหารที่โคกินเข้าไป (ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรง) มาสร้างเซลล์ของตัวจุลินทรีย์เองในขณะเดียวกันก็เกิดผลพลอยได้คือ Volatile fatty acid ขึ้นมาซึ่งสัตว์สามารถดูดซึมผ่านผนังกระเพาะไปใช้ประโยชน์ได้

อาหารที่ถูกหมักย่อยแล้วระยะหนึ่งจะออกจาก rumen ผ่าน reticulum เข้าไปยัง omasum ในระหว่างการเดินทางของอาหารนี้ก็จะเกิดการหมักย่อยและการดูดซึมไปด้วย จนกระทั่งอาหารผ่านเข้าไปใน abomasm ซึ่งมีสภาพเป็นกรดอย่างแรง จุลินทรีย์ที่ติดไปกับอาหารก็จะตายและถูกน้ำย่อยในกระเพาะส่วนนี้ย่อย และดูดซึมเป็นประโยชน์แก่ร่างกายของสัตว์ ขณะเดียวกันอาหารที่หลงเหลือจากการหมักย่อยโดยจุลินทรีย์เมื่อเข้ามาถึง abomasm ก็จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะส่วนนี้ย่อยเช่นกัน

อาหารที่ออกจากระเพาะจะผ่านต่อไปยังลำไส้เล็ก ลำไสใหญ่ ซึ่งมีการย่อยและดูดซึมเช่นกัน และในที่สุดกากอาหารที่เหลือจะถูกส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ (Colon) ดูดน้ำออกจำนวนมาก และขับออกมาเป็นอุจจาระ
- เต้านมและหัวนม โคมีนม 4 เต้าและมีหัวนมเต้าละ 1 หัว น้ำนมของโคออกจากหัวนมเป็นรูเดียวต่อหัว ต่างกับของคนซึ่งออกมาเป็นผักบัว

อาหารของโค

หญ้า ฟาง ต้นข้าวโพด เป็นอาหารประเภทที่เรียกว่าอาหารหยาบ(Roughage) เพราะมีความหยาบหรือมีเยื่อใยสูงนั่นเอง ในธรรมชาติโคกินอาหารหยาบจนอิ่มก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในปัจจุบันต้องการให้โคเติบโตอย่างรวดเร็ว อาหารหยาบอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอจึงต้องให้อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงที่เรียกว่าอาหารข้น (Concentrate) ร่วมไปกับอาหารหยาบด้วย อาหารข้นเป็นส่วนผสมของวัตถุดิบหลายๆ อย่างเช่น รำ กากปาล์ม ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น และที่น่าสนใจคือ สามารถใช้ปุ๋ยยูเรียผสมลงในอาหารข้นเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนได้ โคไม่ได้ใช้ยูเรียนนี้โดยตรง แต่จุลินทรีย์ในกระเพาะโคเป็นตัวที่เปลี่ยนไนโตรเจนจากยูเรียให้เป็นโปรตีนอีกต่อหนึ่ง
วิวัฒนาการด้านอาหารโคขณะนี้ก้าวหน้ามากขึ้น ได้มีการนำเอาหารหยาบกับอาหารข้นมาผสมรวมกันเรียกว่าอาหาร ที เอ็ม อาร์ ( Total Mixed Ration) ทำให้สะดวกและประหยัดแรงงานในการเลี้ยงโคและทำให้โคเติบโตอย่างรวดเร็ว
การผสมพันธุ์และการเลี้ยงดู

การที่ไข่ในรังไข่ของโคตัวเมียสุก จะเกิดฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen)ขึ้นมาก ทำให้โคตัวเมียแสดงอาการกระวนกระวาย น้ำเมือกไหลออกมาทางช่องคลอด และพร้อมที่จะให้ตัวผู้ผสมพันธุ์ซึ่งเรียกพฤติกรรมนี้ว่า การเป็นสัด (Heat หรือ Estrus) ลูกโคเพศเมียที่สมบูรณ์จะเป็นสัดตั้งแต่อายุได้ประมาณ 12 เดือน แต่ควรจะปล่อยผ่านไปก่อน จนกระทั่งอายุ 14-15 เดือน จึงจะอนุญาตให้ผสมพันธุ์ได้ การเป็นสัดแต่ละครั้งจะกินเวลาประมาณ 18 ชั่วโมง หากได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ แต่ผสมไม่ติด โคจะกลับสัดและยอมให้ตัวผู้ผสมอีกครั้งใน 21 วัน ข้างหน้า แต่ถ้าผสมติดโคก็จะไม่เป็นสัดและไม่ยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์อีกเลย โคจะตั้งท้อง 280-290 วัน โดยปกติโคจะคลอดลูกเองโดยไม่ต้องช่วยเหลือท่าปกติของลูกโคขณะคลอดคือโผล่ขาหน้าออกมาก่อนตามด้วย จมูก หัว และลำตัว ตามลำดับ เมื่อลูกโคหล่นถึงพื้น แม่จะเลียลูกจนแห้ง อีกประมาณ 30 นาที ต่อมาลูกโคก็จะยืนได้ และหาดูดนมแม่ทันที นมที่ได้ใน 36 ชั่วโมงแรกหลังคลอดเรียกว่านมน้ำเหลือง (Colostrum) เพราะมีสีเหลืองกว่านมปกติ มียาปฏิชีวนะตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันโรค ป้องกันลูกโคท้องเสีย แต่นมนี้ไม่ควรให้สัตว์ที่โตแล้วหรือคนบริโภค เพราะไม่สามารถดูดซึมได้ และอาจจะทำให้ท้องเสีย

ในโคนมจะแยกลูกโคออกจากแม่ตั้งแต่วันแรกหลังคลอด แล้วแยกเลี้ยงต่างหาก แต่ในโคเนื้อจะให้ลูกอยู่กับแม่ไปจนอายุได้ประมาณ 7 เดือน จึงแยกลูกออกมา เรียกว่า การหย่านม (Weaning) แม่โคที่ดีควรเป็นสัดหลังคลอดได้ไม่เกิน 60 วัน ฉะนั้นในขณะที่หย่านมลูกนอกท้อง ลูกในท้องจะมีอายุได้ 4-5 เดือน ซึ่งจะทำให้แม่โคตัวนั้นให้ลูกได้ปีละ 1 ตัว

แม่โคจะให้ลูกได้จนอายุประมาณ 18-20 ปี โคมีอายุยืนได้ถึง 40 ปี ซึ่งอาจจะเทียบได้กับคนอายุ 100 ปี



การเลี้ยงโคเป็นอาชีพ

แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ

1. เลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูกขาย (Cow-Calf) เป็นอาชีพที่มั่นคงไม่เสี่ยงต่อการตลาด แต่ต้องใช้เวลายาวนานจึงจะคืนทุนและต้องใช้พื้นที่มาก

2. เลี้ยงโคขุน (Feed lot) คือซื้อลูกโคมาเลี้ยงด้วยอาหารอย่างดีเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ส่งขายเป็นโคเนื้อได้ รูปแบบนี้เงินหมุนเร็ว ใช้พื้นที่น้อย แต่เสี่ยงต่อการขึ้นลงของราคาและต้องตื่นตัวอยู่เสมอ



เนื้อโค (Beef)

โคเมื่อขุนเสร็จแล้วจะได้น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม เมื่ออายุประมาณ 18-20 เดือน เมื่อนำส่งโรงฆ่าสัตว์ที่มาตราฐาน จะมีกรรมวิธีในการเอาหนัง เครื่องใน หัว แข้ง ออก เหลือเฉพาะเนื้อกับกระดูกเรียกว่า ซาก (Carcass) ซึ่งจะได้ซากประมาณ 60% ของน้ำหนักมีชีวิตก่อนฆ่า นำซากที่ได้แช่บ่มไว้ในห้องเย็น 30 เซลเซียส เป็นเวลา 14 วัน แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ แต่ละชิ้นส่วนจะมีราคาต่างกันและเหมาะสำหรับการประกอบอาหารต่างๆ กัน เนื้อสันใน (Tender loin) เป็นเนื้อที่นุ่มที่สุด รองลงมาคือเนื้อสันนอก (Sir loin) ถ้าตัดชิ้นเนื้อให้มีสันในอยู่ด้วยกันกับสันนอก ตรงกลางมีกระดูกรูปตัวที ชิ้นเนื้อนี้เรียกว่า T-bone steak ซึ่งเป็นเนื้อสเต็กที่นิยมมากที่สุด สเต็กที่มีเฉพาะสันนอกติดอยู่กับกระดูกซี่โครงเรียกว่า Rib stack เนื้อสะโพก (Rump และ Round) ก็เป็นเนื้อที่ดีเหมาะสำหรับผัดหรือแกง เนื้อเสือร้องไห้และเนื้อพื้นท้องเป็นเนื้อที่มีมันติดมาก แต่ค่อนข้างเหนียวจึงเหมาะสำหรับย่างหรือทำเนื้อย่างน้ำตกสำหรับคอเหล้า ส่วนเนื้อน่องและเนื้อไหล่จะมีเอ็นอยู่ด้วยจึงเหมาะสำหรับทำเนื้อตุ๋น



หลายคนไม่บริโภคเนื้อโคเพราะมีประสบการณ์สมัยดั่งเดิมว่าเนื้อโคเหนียวและมีกลิ่นแรง แต่ถ้าท่านได้ทดลองลิ้มรสเนื้อโคขุนที่ผ่านกรรมวิธีต่างๆ อย่างถูกต้องแล้ว รับรองว่าจะติดใจไปอีกนาน

 
 
ที่มา   โดย ศ.ปรารถนา พฤกษะศรี

11/17/2009

เทคนิค 4-3-12 TM (สีสามสิบสอง) เพื่อให้ได้ลูกโคปีละตัว

การเลี้ยงโคเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุดขึ้นอยู่กับว่ารายได้จากการขายผลผลิตหักลบต้นทุนในการผลิตทั้งหมด หากออกมามากนั้นแสดงว่าผู้เลี้ยงได้กำไรมากนั้นเอง (กำไร= รายได้- ต้นทุน) โดยที่รายได้หมายถึง จำนวนผลผลิตคูณด้วยราคาต่อหน่วย (รายได้ = จำนวนผลผลิต x ราคา) หากเป็นโคเนื้อผลผลิตจะหมายถึงปริมาณการลูกโค น้ำหนัก,จำนวนโคขุน ในโคนมหมายถึงปริมาณน้ำนมที่รีดได้แล้วนำไปขายนั่นเอง ที่กระทบต่อการให้ผลผลิต ได้แก่พันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ว่า P=G+E หมายความว่า ปริมาณผลผลิต (production)เท่ากับกรรมพันธุ์ (genetic)บวกกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม (environment) เช่นอาหาร การจัดการ โรค และอื่นๆ การสร้างผลผลิตให้มากและมีคุณภาพคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจฟาร์มมีกำไร จุดเริ่มต้นนั้นคือการมีลูกโคคลอดออกมานั้นเองถ้าโคเนื้อก็จะได้ขายลูกโคหรือโคขุน ในโคนมก็จะได้รีดนมแม่โคขายต่อไปตามที่กล่าวมาแล้ว ดังนี้น จึงเป็นที่มาของดัชนีการวัดประสิทธิภาพการผลิตในโคที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ดัชนีชี้วัด calving interval หมายถึงการช่วงห่างของการตกลูกหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปเป้าหมายที่กำหนดเท่ากับระยะเวลา 12 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งก็เชื่อว่าเกษตรกรทุกท่านมีเป้าหมายในใจตามนี้อยู่แล้ว คืออยากให้แม่โคผสมติดง่าย มีลูกถี่ๆ แต่จะทำอย่างไรจึงจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ผมมีแนวความคิดซึ่งจะเป็นหลักการเพื่อเกิดมโนภาพและระลึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอว่าถึงเวลาที่ท่านควรทำอะไรบ้าง ตามแนวคิด


4-3-12 TM


ซึ่งมีความหมายดังนี้ครับ


3 ตัวแรกคือ สามวัน
3 ตัวที่สองคือ สามสิบวัน
3 ตัวที่สามคือ สามเดือน
3 ตัวที่สี่คือ สามปี

เป้าหมายที่ตั้งใว้ใน 3 แต่ละตัวคือ
1. 3 วัน แม่โคแรกคลอดภายในสามวันแรกต้องมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยหลังคลอด
2. 30 วัน แม่โคคลอดได้สามสิบวันหรือหนึ่งเดือนให้ล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์แม่โค
3. 3 เดือน ภายหลังคลอดต้องผสมติดตั้งท้อง
4. 3 ปี ต้องตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าต้องการได้ลูกสามตัว
(เฉลี่ย 12 เดือนต่อตัว)
บทความต่อไปจะกล่าวในรายละเอียดความสำคัญแต่ละข้อครับ

9/05/2009

ปัญหาหลังคลอด ปัญหาสุขภาพโคประจำฤดูหนาว

ข้าสู่ช่วงหน้าหนาวแล้วครับ สำหรับชาววัวคงมีความสุขนะครับช่วงนี้เพราะปัญหาโรคคงไม่เยอะมากเหมือนช่วงหน้าฝน นอกจากนั้นแล้วช่วงนี้อากาศเย็นสบายโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดเจน ไม่เครียด และมีการผสมติดทีดีในช่วงนี้ เมื่อโคผสมติดดีในช่วงนี้(กันยายน-กุมภาพันธ์) เราก็จะได้รับข่าวดีคือโคจะไปคลอดอีกทีเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม บางฟาร์มถึงกับมีการจัดการผสมแบบตามฤดูการ(seasonal breeding) คือเหนี่ยวนำโคทั้งฝูงให้เป็นสัดพร้อมๆกันในฤดูหนาวแล้วทำการผสม เป้าหมายเพื่อให้มีอัตรากาผสมติดที่ดีอย่างที่ว่ามาแล้วครับ เมื่อมีโคที่มีกำหนดคลอดจำนวนมากในหน้าหนาวนี้ อย่าได้ประมาทนะครับ ปัญหาสุขภาพในหน้านี้ก็คือปัญหาที่ตามมาหลังจากการคลอดหรือตั้งแต่ก่อนคลอดเลย เช่นเกิดโคแท้งขึ้นครับ มีปัญหาอะไรบ้างในโคหลังจากการคลอดมาดูกันครับ

· ปัญหาคลอดยาก (Distocia) เมื่อมีจำนวนโคที่คลอดมากในช่วงนี้ก็ย่อมจะมีโอกาศที่จะเจอปัญหาการคลอดยากมากในช่วงหน้านี้ตามไปด้วยครับ
เจ้าของควรไปเช็คกำหนดคลอดของแม่วัวดีๆครับเมื่อรู้ว่าจะคลอดวันไหนจะได้หมั่นสังเกตอาการ หากมีการคลอดแล้วมีปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงทีครับ

· ปัญหารกค้าง (Retain placenta)ลักษณะของรกในโคจะต่างจากสัตว์อื่นที่จะติดแน่นกับส่วนของมดลูกแม่มากกว่าสัตว์อื่นจึงมีโอกาสที่หลังจากคลอดแล้วรกจะขับออกมาไม่ได้ หรือไม่หมดครับ หากเกิดรกค้างปัญหาที่จะตามมาคือมักจะมีโอกาศสูงที่จะติดเชื้อเข้าไปในมดลูก เกิดมดลูกอักเสบ โคปวดมดลูกไม่กินอาหาร หลังจากโคคลอดแล้วควรนำโคไปใว้ในที่สะอาด แห้งเพื่อลดโอกาศการติดเชื่อผ่านสายรกเข้าไปในมดลูก หากต้องทำการล้วงรกต้องทำด้วยความสะอาดฆ่าเชื้อและปลิดรกออกจากมดลูกโดยเกิดความเสียหายต่อมดลูกน้อยที่สุด หลังจากนั้นควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเหน็บสอดเข้าไปในมดลูกเพื่อควบคุมการติดเชื้อ
· ปัญหามดลูกทะลัก (Uterine prolapse) ปัญหามดลูกทะลักพบไม่บ่อยนักส่วนใหญ่พบในโคที่อายุมากแล้ว หรือมีประวัติการเกิดในท้องก่อนมาแล้ว การขาดแคลเซียมหลังคลอดหรือโรคไข้นมที่เราเรียกกันก็มีส่วนทำให้เกิดมดลูกทะลักได้เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหย่อนตัว ดังนั้นผู้ทำการรักษามดลูกทะลักควรต้องวินิจฉัยรักษาอาการว่ามีภาวะขาดแคลเซียมร่วมด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้าของเห็นว่าวัวมีมดลูกทะลักหากวัวอยู่ในท่านอนไม่ลุกให้หากระสอบพลาสติกปูรองมดลูกเพื่อลดการติดเชื้อโรค หากไล่ลุกขึ้นได้ควรนำไปผูกไว้ในที่แห้งสะอาดแล้วรีบแจ้งหมอมาทำการรักษาโดยด่วน



· ปัญหาล้มไม่ลุกหลังคลอด (Post parturient paresis)บ่อยครั้งที่พบปัญหาว่าแม่วัวคลอดมาแล้วลุกไม่ขึ้น พบได้ตั้งแต่วันแรกหลังคลอด จนถึงสองอาทิตย์แรก กลุ่มอาการล้มไม่ลุกในวัวแรกคลอดมีหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยๆ เช่นการขาดแคลเซียม หรือไข้น้ำนม (Milk fever) หรือเกิดจากเส้นประสาทบริเวณเชิงกราน-ขาหลังของโคถูกกดทับเป็นเวลานานๆ เช่นแม่โคนอนเบ่งลูกอยู่ในท่านอนนานๆ ลูกโคมีขนาดตัวใหญ่ซึ่งจะไปเบียดทับเส้นประสาทที่เชิงกรานของแม่ มีอาการชาที่ขาหลัง ทำให้แม่โคลุกไม่ได้ หรือลุกขึ้นได้แต่เดินไม่ปกติแล้วสุดท้ายก็ล้มลงอีก


· ปัญหาอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร หลังคลอด ปวดมดลุก มดลูกอักเสบ กระเพาะพลิก (displace abomasums) คีโตซีส (ketosis)


โคคลอดยาก เนื่องจากขาลูกพับข้างหนึ่งทำให้ลูกติดอยู่ในช่องเชิงกรานอยู่นาน


video

7/13/2009

การแก้ปัญหาผสมติดยากในโคด้วยการชะล้างมดลูกด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ(intrauterine flushing)

สำหรับ
· โคที่ผสมหลายครั้งแต่ไม่ติด ผสมไปแล้วกลับมาเป็นสัดอีกอาจจะตรงรอบหรือไม่ตรงรอบ
· แก้ปัญหาที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุมาแล้วหลายอย่างแต่ไม่ได้ผล เช่นฉีดฮอร์โมนเร่งการตกไข่ ใช้น้ำเชื้อที่คิดว่าเป็นเชื้อที่แข็งแรงผสมติดง่ายแล้วแต่ไม่ได้ผล
· เปลี่ยนหมอผสม เปลี่ยนเวลาผสมให้เร็วขึ้น หรือยืดออกไปอีกก็ยังไม่ติด
· การทำวิธีนี้จะช่วยในเรื่อง ทำให้มดลูกสะอาดเหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
· ชะล้างเซลล์อักเสบที่ตายหรือเซลล์ที่ลอกออกมาได้เนื่องจากการอักเสบ
· ช่วยให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้นไม่ถูกขัดขวางกับออกฤทธิ์โดยเซลล์สกปรก
· กระตุ้นมดลูกให้บีบตัวมีขบวนการทำงานในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้ดียิ่งขึ้น มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน
· รักษาภาวะผนังมดลูกอักเสบ(endometritis) เรื้อรัง

วิธีการ
· โคที่เป็นปัญหา เมื่อเป็นสัดยังไม่ต้องผสม ให้นำมาล้างมดลูกด้วยวิธีนี้เสียก่อน
· สาเหตุที่ต้องล้างมดลูกในช่วงที่เป็นสัดเนื่องคอมดลูกขยายง่ายต่อการสอดท่อสายยาง
· เตรียมน้ำเกลือ สายน้ำเกลือ สายฟอลเลย์ กระบอกฉีดยา
· สอดท่อฟอเลย์เข้าไปนำตัวมดลูก
· อัดอากาศให้ลูกโป่งบอลลูน fix ตัวมดลูก
· ปล่อยน้ำเกลือที่ผสมยาปฎิชีวนะเข้าไปในมดลูกครั้งละประมาณ 100-200 ซีซี
· ปล่อยน้ำเกลือออก
· ทำซ้ำจนหมดน้ำเกลือ ดังรูป










7/11/2009

ประมวลภาพการสัมนาการอมรมเชิงปฎิบัติการในการจัดการปัญหาด้านอาหารในฟาร์มโคนม

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมาได้มีการสัมมนาการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดการปัญหาด้านอาหารในโคนม
โดยโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และหนองโพ ภาควิชาคลีนิกสัตว์ใหญ่และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับ ชมรมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการด้านโคนม


เริ่มจากการบรรยายในหัวข้อ Nutrition related problems (health,production,and reproduction) in dairy cows โดย ผศ.น.สพ.ดร.พิพัฒน์ อรุณวิภาส





มีการตอบคำถามข้อสงสัย




หลังจากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อ The feeding of cows
โดย Dr. Thomas Schonewille จากมหาวิทยาลัยอูเทรค ประเทศเนเธอร์แลนด์


video



หลังจากได้รับความรู้กันมาในภาคเช้า ช่วงบ่ายมีการเข้าไปศึกษาสภาพปัญหาจริงๆในฟาร์ม



ทุกคนกำลังตั้งใจฟังเจ้าของฟาร์มให้ข้อมูล



Dr. โทมัสกำลังตรวจสอบคุณภาพของอาหาร TMR
หลังจากนั้นกลับเข้ามาเพื่อระดมความคิดในการแก้ปัญหาซึ่งจะได้นำไปแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
โครงการดีๆแบบนี้ถ้าครั้งหน้ามีการจัดอีกจะรีบนำมาบอกครับ